การศึกษาออนไลน์ไร้ขอบเขต กับ NT BEYOND EDUCATION

            จากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับไวเมื่อปีพ.ศ. 2563 ด้วยการระบาดของโรคโควิด-19 ทุกประเทศบนโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่งการได้รับผลกระทบนั้นส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว การเมือง และแม้กระทั่งการศึกษา สิ่งที่ตามมาจากการเกิดโรคระบาดดังกล่าวคือ “การปรับตัว” นั่นหมายถึง ผลของความพยายามที่แต่ละคนพยายามปรับสภาพกับปัญหาที่เกิดขึ้น จนสามารถที่จะดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้ [1]

            ในแวดวงการศึกษาเองก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน นักเรียนไม่ว่าระดับชั้นไหนก็ไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ ทำให้ระบบการสอนต้องเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน จากครูที่เคยสอนบทเรียนหน้าชั้นเรียนต้องใช้ช่องทางการสอนแบบออนไลน์แทน นักเรียนเองจากที่เคยนั่งเรียนอยู่ในห้อง มีกลุ่มเพื่อนรายล้อม ก็จะต้องนั่งเรียนอยู่ที่บ้านโดยใช้อุปกรณ์สื่อสารที่ตนเองมี เพราะการเรียนไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งได้ ดังนั้น “E-learning” จึงเป็นไม่กี่ทางเลือกที่ต้องนำมาปรับใช้ และถือว่าเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญในแวดวงการศึกษาครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

รู้จัก E-learning [2]

            “E-learning” (Electronics Learning) หรือ “การเรียนอิเล็กทรอนิกส์” เป็นการศึกษาทางไกลที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเรียนในห้องเรียน แต่สามารถเรียนรู้ผ่านตัวกลางที่เป็นสื่อเทคโนโลยีหรือออนไลน์ได้ เป็นการลดข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตนถนัดและสนใจ โดยอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือสัญญาณดาวเทียม เป็นตัวเชื่อมผู้สอนและผู้เรียนเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสอนบนเว็บไซต์ การเรียนออนไลน์ การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม โดยที่ผู้เรียนและผู้สอนยังคงสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ผ่านช่องทางแชท อีเมล์ หรือโซเชียลมีเดีย ทำให้ E-learning เป็นวิธีการเรียนที่ครบวงจรเพราะสามารถทำการทดสอบและประเมินผลการเรียนได้เช่นกัน

            ประโยชน์ของ E-learning ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การเข้าถึงง่าย แม้ผู้เรียนจะอาศัยอยู่ในที่ห่างไกล แต่ก็สามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตหรือสัญญาณดาวเทียมในการเรียนแบบ E-learning ได้ เพียงแต่ผู้เรียนมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ก็จะสามารถเรียนได้ตามปกติ อีกทั้งประหยัดเวลาในการเดินทางอีกด้วย นอกจากนี้ การเรียนการสอนด้วย E-learning จะทำให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลที่หลากหลายและมีความน่าสนใจในเวลาเดียวกัน เช่น การนำภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง ข้อความ เสียง ภาพกราฟฟิก มาใช้ประกอบในบทเรียน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวและสนุกไปกับบทเรียน อีกทั้งการเรียนแบบ E-learning นี้ ยังมีความโด่ดเด่นในเรื่องของความยืดหยุ่นอีกด้วย ผู้สอนสามารถทำการปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ทันสมัย ทำการแก้ไขข้อมูลได้ตลอดเวลา สามารถเพิ่มเทคนิคเช่น เกมให้เข้ามาอยู่ในบทเรียน ทำให้ผู้เรียนมีความสนุก รวมทั้งสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับผู้เรียนอีกด้วย

            นอกจากการเรียนแบบ E-learning จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนแล้ว ยังสามารถนำมาใช้กับผู้ใหญ่ที่กำลังศึกษาเล่าเรียนในระดับต่าง ๆ ได้อีกด้วย มีการนำ E-learning มาปรับใช้ในการเรียนรู้กับผู้ใหญ่ในวัยทำงานได้หลายรูปแบบ เช่น [3]

            1. การเรียนรู้กับผู้ใหญ่ในวัยทำงาน เมื่อทำงานได้สักระยะหนึ่ง หน้าที่การงานย่อมมีความก้าวหน้ามากขึ้น วัยทำงานจึงมีความจำเป็นต้องแบ่งเวลาไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในสายงานของตนเอง การที่ต้องไปนั่งเรียนตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากและลำบากสำหรับคนวัยนี้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ จึงได้นำระบบการเรียนการสอนแบบ E-learning เข้ามาช่วย เพื่อให้ผู้ใหญ่วัยทำงานสามารถบริหารจัดการเวลาในการศึกษาได้ตามความต้องการและความสะดวกของตนเอง นอกจากนี้ วิธีการเรียนการสอนสำหรับวัยทำงานนั้น ก็จะมีความแตกต่างจากวัยอื่นๆ เนื่องจากวัยทำงานจะมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้วระดับหนึ่ง การเรียนการสอนจึงต้องมีการปรับให้เป็นแบบการสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการโต้ตอบระหว่างผู้สอนและผู้เรียน มีการใช้กรณีศึกษาเข้ามาช่วยสอน หรืออาจจะมีการทำโครงการ (Project) เพื่อจะได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

            2. การเรียนรู้เพื่อปรับใช้ในองค์กร E-learning กลายเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเพิ่มพูนทักษะ เพิ่มเติมความรู้ ให้ข้อมูลใหม่ ๆ แก่พนักงานในองค์กร โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งมีการพัฒนาทักษะการทำงานอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดต้นทุนการเทรนนิ่งของพนักงานโดยไปใช้ระบบการเรียนรู้บนออนไลน์แทน

            เมื่อมีการใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนงานด้านการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จึงมีการศึกษาในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกใช้ตามความต้องการ โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อการศึกษานั้นมีหลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจ เช่น [4]

            1. AR และ VR
            AR และ VR กล่าวให้เข้าใจโดยง่าย คือ เทคโนโลยีการสร้างโลกเสมือนที่เข้ามามีบทบาทในหลายๆ วงการ ทั้งเกม ศิลปะ ธุรกิจบริการต่าง ๆ และการศึกษา โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเห็นภาพจริงของสิ่งที่กำลังเรียนรู้ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ความแตกต่างกัน คือ AR (Augmented Reality) เป็น การเทคโนโลยีที่นำโลกความจริงและโลกเสมือนมารวมไว้ด้วยกัน ผ่านการเชื่อมต่อด้วยโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อื่น ๆ โดยเราสามารถเห็นโลกเสมือนนี้ในรูปแบบของวิดีโอ ภาพ หรือวัตถุลอยอยู่บนพื้นจริง และสามารถโต้ตอบกับโลกเสมือนได้

            ส่วน VR (Virtual reality) คือ การจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่สามารถเห็นได้แบบ 360 องศา ซึ่งจะแยกออกจากสภาพแวดล้อมจริงอย่างชัดจน โดยใช้งานผ่านอุปกรณ์นำเข้าต่าง ๆ เช่น แว่นตา VR โดยสามารถรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งจำลองและสภาพแวดล้อมนั้นได้ในรูปแบบของเสียง สัมผัส กลิ่น ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนว่าเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง ๆ

            2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
            AI คือ เทคโนโลยีที่เป็นสมองกลของระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยในการวิเคราะห์จัดการและประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ได้เทียบเท่ามนุษย์โดยอาศัยความฉลาดของระบบปฏิบัติการ AI ซึ่งอาจจะถูกมาใช้เพื่อทดแทนงานบางอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้สอนได้ รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน เช่น ช่วยตอบคำถามให้ผู้เรียน ช่วยสร้างเนื้อหาการสอน หรือเป็นผู้สอนแทนมนุษย์ เป็นต้น

            3. Hybrid learning
            Hybrid learning หรือ การเรียนรู้แบบผสมผสาน เป็นระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบโดยไม่จำกัดเฉพาะความรู้ที่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น โดยสามารถเรียนรู้ผ่านบทความ หนังสือ การเข้าถึงระบบ E-learning การฟัง Podcast การดูวิดีโอ หรือการทำแบบทดสอบ เป้าหมายของการเรียนรู้แบบไฮบริด คือ การปรับให้สภาพแวดล้อมในการเรียนมีความเหมาะสม ซึ่งผู้เรียนสามารถพบปะผู้เรียนคนอื่น ๆ ที่กำลังเรียนรู้ในเรื่องเดียวกันโดยสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนร่วมกันและส่งเสริมให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

            4. Gamification หรือ เทคโนโลยีจากเกม
            Gamification ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถสร้างความสนุก กระตุ้นความสนใจ และสร้างการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนได้ด้วยการเล่นเกมที่ผสมผสานเนื้อหาของบทเรียนเข้าไป ถึงแม้เทคโนโลยีจากเกมอาจจะยังไม่แพร่หลาย แต่ถ้าผู้สอนสามารถนำมาปรับได้โดยสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน สร้างแรงจูงใจโดยการให้รางวัล รวมทั้งมีการจำลองการแข่งขันเพื่อสร้างความร่วมมือกันในลักษณะของการทำงานเป็นทีม ด้วยสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนและตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น

            จากนวัตกรรมด้านการศึกษาที่กล่าวมาแล้ว องค์กรโทรคมนาคมอย่าง NT ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารโทรคมนาคมมาเป็นระยะเวลานาน มีบริการที่พร้อมดูแลรวมถึงให้คำปรึกษาในภาคการศึกษาให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพด้วย

            NT SMS-RFID
            ระบบบริหารจัดการข้อมูลภายในสถานศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลด้านต่าง ๆ แบบครบวงจร มีรูปแบบการใช้งานง่าย ข้อมูลถูกต้อง ฉับไวแบบเรียลไทม์ ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ผ่านช่องทางทางการสื่อสารได้แก่ Application และ SMS บริการนี้เหมาะกับโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนและของข้อมูลต่าง ๆ

            NT Smart in Building Wi-Fi Solution
            เป็นการวางระบบอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายสําหรับภายในอาคาร พร้อมการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา 26 ว่าด้วยองค์กร หรือร้านต่างๆ ที่ให้บริการ Wi-Fi ต้องเก็บข้อมูล Log file เป็นเวลา 90 วัน วางระบบอุปกรณ์กระจายสัญญาณระดับ Telco Grade กระจายสัญญาณได้ดี แม้ใช้งานพร้อมกันหลาย User มีหน้า Log-in มาตรฐาน ไม่ต้องกังวลเรื่องการออกแบบ รวมถึงบริการด้านบริหารจัดการข้อมูลตามเงื่อนไข พ.ร.บ. และรับผิดชอบประสานงานเจ้าหน้าที่เมื่อมีการละเมิด ดูแลตลอดการใช้งาน หากอุปกรณ์มีปัญหาสามารถเปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

            NT Netlog
            เป็นระบบที่สามารถลดค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาในการจัดหาระบบ Log โดยไม่ต้องลงทุนจัดหาระบบเพื่อการจัดเก็บ Log File รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์ข้อมูล (Log File Analysis) เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงผู้กระทำผิดได้อีกด้วย

            ด้วยระบบที่ทันสมัยจาก NT จึงทำให้แน่ใจได้ว่า การศึกษาออนไลน์แบบไร้พรมแดนจะสามารถเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยองค์กรโทรคมนาคมและเครือข่ายสัญญาณที่ดีที่สุดของประเทศไทยอย่าง NT พร้อมที่จะสนับสนุนความก้าวหน้าทางการศึกษาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะการศึกษาที่ดีเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ

            สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามการบริการเพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ผ่านทาง Facebook Page : NT shop กรุงเทพและปริมณฑล หรือสามารถติดต่อผ่านทางเว็บไซต์ nt-metro-service.com

แหล่งอ้างอิง
[1] https://bit.ly/3UDsWxJ
[2] https://www.thaibusinesssearch.com/studying/e-learning/
[3] https://bit.ly/3FDv8kf

Scroll to Top