NT METRO SERVICE

ทีม NT Metro Service
เผยแพร่ : 21 เมษายน 2569  อัพเดทล่าสุด : 21 เมษายน 2569 

เก็บข้อมูลบน Cloud Storage vs Hard Disk : อะไรดีกว่ากัน? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับองค์กรและ SME

เช้าวันจันทร์ ก่อนพรีเซนต์งานลูกค้ารายใหญ่ คุณเปิด External Hard Disk ขึ้นมา

แล้วก็ไม่มีอะไรแสดงผล

ไฟล์ข้อมูล 3 ปีหายไปในพริบตา ไม่ใช่เพราะถูกแฮ็ก ไม่ใช่เพราะไวรัส แค่ฮาร์ดดิสก์ธรรมดาๆ มันพัง

สถิติจาก Backblaze บอกว่า 68% ขององค์กรที่เกิด Data Loss มีสาเหตุมาจากฮาร์ดดิสก์เสียหายหรือสูญหาย (Backblaze Drive Stats, 2025) ตัวเลขนี้ไม่ได้น่าตกใจเพราะมันสูง แต่เพราะมันบอกว่านี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวัน กับองค์กรธรรมดาๆ ทั่วโลก

คำถามคือ เราจะยังเชื่อฮาร์ดดิสก์ต่อไปอีกไหม? และถ้าจะเปลี่ยน เก็บข้อมูลบน cloud vs ฮาร์ดดิสก์ อะไรตอบโจทย์กว่ากันจริงๆ?

บทความนี้เปรียบเทียบทั้งสองแบบใน 6 มิติ ด้วยข้อมูลจริงจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าคุณจะเป็น SME ที่ยังลังเล หรือทีม IT ที่กำลังเสนอแผนให้ผู้บริหาร หรือพนักงานธรรมดา ที่กำลังจะเจอปัญหา

Cloud Storage คืออะไร

Cloud Storage คือแหล่งเก็บข้อมูลออนไลน์บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ที่ทำให้เรียกดูไฟล์ได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงมีอินเทอร์เน็ตและรหัสผ่าน โดยผู้ให้บริการจัดการเรื่องความปลอดภัย การ Backup และการอัปเดตระบบทั้งหมด (NT Metro Service, 2024)

ต่างจากแฟลชไดรฟ์ออนไลน์แบบที่หลายคนเข้าใจ Cloud Storage สมัยนี้คือโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ไม่ต้องให้ฝ่าย IT ของคุณมานั่งดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง ผู้ให้บริการทำให้หมด ตั้งแต่การทำสำเนาข้อมูลซ้ำซ้อน ไปถึงการรักษาความปลอดภัยระดับองค์กร

ในความเป็นจริง ข้อมูลที่เก็บ “บนคลาวด์” ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ มันถูกจัดเก็บอยู่ใน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของผู้ให้บริการ เมื่อคุณอัปโหลดไฟล์ ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสและกระจายเก็บในไดรฟ์ทางกายภาพหลายตัวพร้อมกัน (Data Redundancy) ทำให้แม้เซิร์ฟเวอร์ตัวใดพัง ข้อมูลของคุณก็ยังอยู่ครบ ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะมี Data Center กระจายอยู่ในหลายพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ Cloud Storage สมัยใหม่มักมีฟีเจอร์ Version History ที่เก็บประวัติการแก้ไขไฟล์ไว้หลายสิบ Version ทำให้กู้ไฟล์กลับมาได้แม้ถูกแก้ไขผิดพลาด หรือถูก Ransomware เข้ารหัส ซึ่งเป็นความสามารถที่ฮาร์ดดิสก์ทั่วไปไม่มี

ตลาด Cloud Storage โลกคาดแตะ 390 พันล้านดอลลาร์ในปี 2028 (IDC, 2025) ตัวเลขนี้บอกว่าโลกกำลังเดินไปทางไหน

ฮาร์ดดิสก์คืออะไร (Traditional Storage)

ฮาร์ดดิสก์หรือ Traditional Storage คือการเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่องค์กรเป็นเจ้าของเอง (SCB TechX, 2024) มีสามรูปแบบหลัก:

  • HDD (Hard Disk Drive) : ใช้จานแม่เหล็กหมุน ราคาถูกต่อความจุสูง เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลปริมาณมาก แต่ความเร็วอ่าน/เขียนต่ำ และมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวซึ่งเสื่อมสภาพตามเวลา
  • SSD (Solid-State Drive) : ใช้ Flash Memory ไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว อ่านเขียนเร็วกว่า HDD หลายเท่า ทนแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่า แต่ราคาต่อ GB สูงกว่า
  • On-Premise Server / NAS (Network Attached Storage) : ตั้งเซิร์ฟเวอร์หรือตู้เก็บข้อมูลไว้ในออฟฟิศ พนักงานดึงข้อมูลผ่านเครือข่าย LAN ภายใน เหมาะกับองค์กรที่มีทีม IT ดูแลระบบได้

จุดอ่อนร่วมกันของทุกรูปแบบคือ ความเสี่ยงด้านกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำท่วม อุปกรณ์ถูกขโมย หรือแค่ฮาร์ดแวร์เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงที่ Cloud Storage ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์โดยตรง สำหรับองค์กรที่ไม่มี Disaster Recovery Plan หรือ Off-site Backup เป็น Standard Practice การพึ่งพา Local Storage เพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยงที่ยอมรับได้ยาก เพราะ Data Loss มีผลทางกฎหมายโดยตรงจาก PDPA

เปรียบเทียบ 6 มิติ: เก็บข้อมูลบน cloud vs ฮาร์ดดิสก์ อันไหนตอบโจทย์กว่า?

การเก็บข้อมูลบน Cloud ดีกว่าฮาร์ดดิสก์ในด้านความปลอดภัยและการเข้าถึงจากทุกที่ เพราะข้อมูลถูก Backup อัตโนมัติ ป้องกันการสูญหายจากไฟไหม้หรือฮาร์ดดิสก์พัง อย่างไรก็ตาม ฮาร์ดดิสก์เหมาะกับข้อมูลที่ไม่ต้องการอินเทอร์เน็ตและต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน

เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เรามาดูการเปรียบเทียบ เก็บข้อมูลบน cloud vs ฮาร์ดดิสก์ ใน 6 มิติที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรและ SME ในไทย โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องปฏิบัติตาม PDPA และรองรับการทำงานแบบ Remote Work:

มิติ Cloud Storage ฮาร์ดดิสก์ (Traditional Storage)

การเข้าถึง (Accessibility)

เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา จากทุกอุปกรณ์ (ต้องมีอินเทอร์เน็ต)

จำกัดเฉพาะเครื่องที่เชื่อมต่อ หรือต้องอยู่ในวง LAN ของออฟฟิศ

ความปลอดภัย (Security)

มีการเข้ารหัส (Encryption) + Backup อัตโนมัติ

เสี่ยงต่อการสูญหาย, อุปกรณ์เสียหาย, ไฟไหม้ หรือถูกขโมย

ต้นทุน (Cost)

จ่ายรายเดือนตามการใช้งานจริง (Pay-as-You-Go)

ลงทุนซื้อขาดครั้งเดียว แต่ต้องซื้อใหม่เมื่อพังหรือเต็ม

ความจุ (Scalability)

ขยายพื้นที่ได้ไม่จำกัดและทันทีตามต้องการ

จำกัดตามขนาดของอุปกรณ์ หากเต็มต้องซื้อลูกใหม่มาต่อเพิ่ม

การแชร์งาน (Collaboration)

ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ (Real-time collaboration)

ต้องคัดลอกไฟล์ลงแฟลชไดรฟ์ หรือส่งผ่านช่องทางอื่น

อายุการใช้งาน (Lifespan)

ไม่มีวันหมดอายุ (ขึ้นอยู่กับสัญญากับผู้ให้บริการ)

อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์มีอายุเฉลี่ยจำกัดประมาณ 3-5 ปี

Cloud Storage กับฮาร์ดดิสก์ราคาต่างกันแค่ไหน?

Cloud Storage ใช้โมเดล Pay-as-you-go ไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ก้อนโตแรกเข้า (Capital Expenditure) ค่าใช้จ่ายจะเป็นค่าดำเนินงานรายเดือน (Operational Expenditure) ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายโดยรวมของระบบคลาวด์ระดับองค์กรมักต่ำกว่าการตั้งเซิร์ฟเวอร์ในองค์กรเอง เมื่อรวมค่าไฟ ค่าพื้นที่ และค่าบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์เข้าไปด้วย (Microsoft, 2020)

เมื่อคำนวณ Total Cost of Ownership (TCO) แบบ 3-5 ปี องค์กรส่วนใหญ่พบว่าต้นทุนรวมของ On-Premise Server ซึ่งรวมค่า Hardware Refresh ทุก 3-5 ปี ค่าไฟ ค่า Data Center space และค่าจ้าง IT Administrator มักสูงกว่าค่า Cloud Subscription อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่มีพนักงานน้อยกว่า 100 คน

ถ้าอินเทอร์เน็ตหลุด ข้อมูลบน Cloud เข้าถึงได้ไหม?

ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของ Cloud Storage คือการพึ่งพาอินเทอร์เน็ต ถ้าไม่มีการเชื่อมต่อ ไฟล์บนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์จะเข้าถึงไม่ได้ ยกเว้นไฟล์ที่ตั้งค่า Offline Sync ไว้ล่วงหน้า

ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์เข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องง้ออินเทอร์เน็ต (SCB TechX, 2024)

ดังนั้นองค์กรที่ใช้คลาวด์เป็นหลักจำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ตที่เสถียรเป็นพื้นฐาน บริการอินเทอร์เน็ตองค์กรอย่าง NT Corporate Internet หรือ NT Leased Line ที่การันตีแบนด์วิดท์และความต่อเนื่องของการเชื่อมต่อ จะช่วยแก้ข้อจำกัดนี้ได้โดยตรง

เหมาะกับใคร? เลือกเก็บไฟล์ออนไลน์ดีไหม

ถ้ายังลังเลว่า เก็บไฟล์ออนไลน์ดีไหม คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและขนาดองค์กรเป็นหลัก:

เหมาะกับ Cloud Storage :

  • พนักงาน WFH / Hybrid Work : ต้องทำงานจากที่บ้าน สลับเข้าออฟฟิศ หรือออกพบลูกค้านอกสถานที่ Cloud รองรับ BYOD (Bring Your Own Device) ให้ดึงไฟล์จากแท็บเล็ตหรือคอมที่บ้านได้ไร้รอยต่อ ไม่ต้องพกฮาร์ดดิสก์ (NT Metro Service, 2024)
  • ทีมที่ต้องประสานงานกัน : ฝ่ายขาย ทีมการตลาด ทีมครีเอทีฟที่ต้องแก้เอกสารชุดเดียวพร้อมกันแบบ Real-time Collaboration ตัดปัญหาไฟล์เวอร์ชันทับซ้อนและการส่งไฟล์ไปมาทางอีเมลที่ทำให้ทำงานซ้ำ
  • SME ที่งบ IT จำกัด : ไม่ต้องการจ้างทีม IT ดูแลเซิร์ฟเวอร์ตลอดเวลา และไม่อยากลงทุน Capital Expenditure หลักแสนซื้อตู้เซิร์ฟเวอร์ตั้งทิ้งไว้ ผู้ให้บริการดูแล Security Patch และ Hardware maintenance ให้ทั้งหมด

เหมาะกับ ฮาร์ดดิสก์ / On-Premise :

  • สายโปรดักชัน (Video Editor / 3D Artist) : ตัดต่อไฟล์วิดีโอ 4K / 8K Raw Footage ขนาดหลายร้อย GB การดึงไฟล์ตรงจาก NVMe SSD ในเครื่องเร็วกว่าดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ตหลายเท่า Workflow ไม่สะดุด
  • พื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร : ไซต์งานก่อสร้าง โกดังในพื้นที่ห่างไกล หรือโรงงานที่สัญญาณไม่ดี ฮาร์ดดิสก์การันตีการเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา
  • ข้อมูลที่ต้องการ Air-Gap Security : ฮาร์ดดิสก์ที่ตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตสิ้นเชิง เหมาะกับข้อมูลความลับระดับสูงสุดที่ป้องกันการแฮ็กผ่านออนไลน์ได้ 100%

ในความเป็นจริง องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในหมวดใดหมวดหนึ่งอย่างชัดเจน แนวทางที่ดีที่สุดคือประเมิน Use Case จริงๆ ของแต่ละทีมก่อน ว่า Data ที่มีเป็นแบบ Hot Data หรือ Cold Data ทีมทำงาน Remote หรือ On-site และมี Compliance requirement อะไรบ้าง แล้วค่อยออกแบบ Storage Strategy ที่ผสมผสาน Cloud และ On-Premise ในสัดส่วนที่เหมาะกับงานจริง ไม่ใช่ซื้อตาม trend

Hybrid Approach ทางเลือกที่ลงตัวที่สุด

สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลหลากหลายประเภท ทางเลือกที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ Hybrid Cloud ดึงข้อดีของทั้งสองฝั่งมาใช้ร่วมกัน (SCB TechX, 2024)

หลักคิดง่ายๆ คือแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ประเภทตามความถี่การเข้าถึง :

  1. Cloud Storage สำหรับ Hot Data : ข้อมูลที่ต้องเข้าถึงบ่อยๆ ได้แก่ ไฟล์เอกสาร แผนการตลาด ข้อมูลที่แก้ไขทุกวัน หรือไฟล์ที่ต้องแชร์ให้ลูกค้า ควรเก็บบนคลาวด์ที่มีความเร็วสูง เพื่อให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้คล่องตัวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
  2. Hard Disk / Local Server สำหรับ Cold Data : ข้อมูลที่เข้าถึงไม่บ่อย เช่น ไฟล์วิดีโอโปรเจกต์เก่า ข้อมูลบัญชีย้อนหลัง 10 ปี หรือ Secondary Backup ควรเก็บไว้ใน External HDD หรือ NAS ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า และช่วยประหยัดค่า Cloud Storage รายเดือนได้มาก

การแบ่งข้อมูลแบบนี้ช่วยให้องค์กรใช้งบจัดเก็บข้อมูลได้คุ้มค่าที่สุด โดยจ่ายค่าคลาวด์เฉพาะข้อมูลที่ต้องการความเร็วและการเข้าถึงจากทุกที่จริงๆ

กรณีพิเศษ: องค์กรที่มี Legacy Systems
หากธุรกิจของคุณมีแอปพลิเคชัน รุ่นเก่าที่ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ไฟล์ Local โดยตรง และยังไม่สามารถเลิกใช้ได้ในทันที ระบบเหล่านั้นยังคงต้องอยู่ใน On-Premise ต่อไป ทางออกที่เหมาะสมคือ Hybrid Approach ที่เก็บไฟล์ที่ Legacy Software ต้องใช้ไว้ในองค์กร และนำไฟล์หรือเอกสารส่วนที่เหลือไปไว้บนคลาวด์ วิธีนี้ทำให้ย้ายสู่ Cloud ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่กระทบงานประจำวัน

ทำไมองค์กรและ SME ควรเลือกใช้ Cloud Storage ในไทย (NT CloudBox)

มื่อพูดถึง cloud storage สำหรับธุรกิจ ข้อควรระวังที่สำคัญคือ กฎหมาย PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บังคับใช้ 1 มิ.ย. 2565, ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท ตามกฎหมาย PDPA 2562) หากนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าชาวไทยไปเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ NT (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)) และบริการ NT CloudBox จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับองค์กรไทยที่ต้องการ Cloud Storage ที่ปลอดภัย รองรับ PDPA และเชื่อถือได้ในระยะยาว NT เป็น ISP ของรัฐที่มีโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายทั่วประเทศ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพา Cloud Provider ต่างชาติในการจัดเก็บข้อมูลสำคัญขององค์กร:

  • NT CloudBox ออกแบบมาเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ : รองรับไฟล์ขนาดใหญ่ เข้ารหัสความปลอดภัยขั้นสูง มีฟีเจอร์แชร์ไฟล์กับบุคคลภายนอกได้อย่างรวดเร็ว
  • Data Center ตั้งอยู่ในประเทศไทย 100% : ข้อมูลทั้งหมดจัดเก็บใน Data Center ภายในประเทศ ปฏิบัติตาม PDPA ในส่วน Data Sovereignty ได้อย่างเคร่งครัด
  • ผ่านมาตรฐานระดับโลก : ISO/IEC 27001 (Information Security Management), ISO 20000-1 (IT Service Management) และ CSA-STAR (Cloud Security Alliance) พร้อมระบบป้องกันไฟไหม้แบบ VESDA (Very Early Smoke Detection Apparatus) และ Precision Air Conditioning ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ (NT official, 2024)
  • รองรับด้วย NT Corporate Internet : อินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กรแบนด์วิดท์สูง ออกแบบมาเพื่อรองรับ Cloud workload จำนวนมากพร้อมกัน ไม่สะดุดระหว่างวันทำงาน
  • เสริมความเสถียรด้วย NT Leased Line : วงจรอินเทอร์เน็ต Dedicated ส่วนบุคคลที่ไม่แชร์ช่องสัญญาณกับใคร การันตี Bandwidth สม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมง เหมาะกับองค์กรที่ต้องอาศัย Cloud Storage เป็น Primary Storage

บทสรุป

ทุกครั้งที่พูดเรื่อง Cloud vs ฮาร์ดดิสก์ คำถามจริงๆ ไม่ใช่ “อะไรดีกว่า” แต่คือ “คุณพร้อมรับความเสี่ยงแบบไหน?”

ฮาร์ดดิสก์มีราคาถูก ใช้งานได้โดยไม่ต้องง้ออินเทอร์เน็ต แต่มันจะพังวันหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าวันไหน จากสถิติที่ว่า HDD มีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 3-5 ปี และ 68% ของ Data Loss มาจากฮาร์ดดิสก์เสียหาย (Backblaze Drive Stats, 2025) คำถามจึงไม่ใช่ “จะพังไหม” แต่คือ “จะพังตอนไหน” ส่วน Cloud ต้องการอินเทอร์เน็ตที่เสถียร แต่ถ้า Vendor มี SLA รับประกัน Uptime ที่ชัดเจน คุณก็รู้ว่าจะได้รับการชดเชยอะไรหากระบบล่ม

สำหรับ SME และองค์กรในปัจจุบันที่ต้องทำงานแบบ Hybrid Work รับมือ PDPA Compliance และแข่งขันในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว การเลือก Cloud Provider ที่เก็บข้อมูลในไทยไม่ใช่แค่เรื่องสะดวก มันคือเรื่องปฏิบัติตามกฎหมาย ปกป้อง Reputation และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าในระยะยาว คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจคือ “ถ้าข้อมูลหายหรือรั่วไหล ใครรับผิดชอบ Recovery Time Objective (RTO) คือกี่ชั่วโมง และ Vendor มี SLA รองรับหรือไม่?”

NT CloudBox ไม่ใช่แค่คลาวด์อีกเจ้า NT เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในประเทศไทย ตั้งแต่ Data Center 9 แห่งใน 8 จังหวัด รองรับมากกว่า 2,500 racks (NT, 2569) ไปถึง Submarine Cable 6 เส้นทาง International Gateway ที่เป็น Backbone ของอินเทอร์เน็ตไทยและทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศมีความเสถียรสูง

ข้อมูลของคุณไม่ออกนอกประเทศ และความเสถียรมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาเพื่อรองรับทั้งประเทศ ไม่ใช่ Multi-tenant Data Center ในต่างประเทศที่คุณไม่รู้ว่าข้อมูลของคุณถูก Physical storage ไว้ที่ไหนจริงๆ และอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใด

ติดต่อทีมงาน NT

  • Line OA : @NTSMESolutionBKK
  • Facebook : [NT.bkkshop]
  • หรือ กรอกข้อมูล ในแบบฟอร์มด้านล่างบทความนี้ เพื่อปรึกษาความต้องการของธุรกิจและรับคำแนะนำ solution ที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย

Cloud Storage มีความปลอดภัยเหนือกว่าฮาร์ดดิสก์ในด้านการปกป้องข้อมูลสูญหาย ผู้ให้บริการคลาวด์มีการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ (Automated Backup) และทำสำเนาซ้ำซ้อนในเซิร์ฟเวอร์หลายแห่ง ถ้าฮาร์ดแวร์จุดใดพัง ข้อมูลยังอยู่ครบ

นอกจากนี้มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง พร้อม Firewall, Intrusion Detection System (IDS) และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะรับส่งและขณะจัดเก็บ มีการประมาณว่าปริมาณงานบนคลาวด์สาธารณะเกิดเหตุด้านความปลอดภัยน้อยกว่า Data Center แบบดั้งเดิมถึง 60% (Gartner, อ้างอิงจาก Microsoft)

อย่างไรก็ตาม ฮาร์ดดิสก์ปลอดภัยกว่าในกรณีเดียวคือ Air-Gap Security ที่ตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตสิ้นเชิง แฮกเกอร์ไม่สามารถโจมตีผ่านออนไลน์ได้เลย

ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านบุคลากรและลักษณะการทำงาน:

  •  เลือก Cloud Storage หาก SME ของคุณไม่มี IT เฉพาะทาง ทำงานแบบ WFH หรือ Hybrid Work และต้องการงบเริ่มต้นต่ำในรูปแบบ Subscription รายเดือน ผู้ให้บริการจัดการ Hardware, Software Update, Security Patch และ Backup ให้ทั้งหมด คุณไม่ต้องแตะเลย
  • เลือก NAS (Network Attached Storage) หาก SME ทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก มีไฟล์วิดีโอ 4K หรือ RAW Photo ขนาดใหญ่มากที่ทีมต้องดึงมาใช้ร่วมกันตลอดเวลา มีงบลงทุนซื้อ Hardware ครั้งแรก และมีคนดูแลระบบเครือข่ายเบื้องต้นได้

สำหรับ SME ส่วนใหญ่ที่มีพนักงาน 10-100 คน Cloud Storage มักตอบโจทย์ได้ดีกว่า NAS เพราะง่ายกว่า ยืดหยุ่นกว่า และไม่ต้องกังวลเรื่อง Hardware failure

ฟังก์ชันพื้นฐานคล้ายกัน แต่ NT CloudBox ถูกออกแบบสำหรับ "องค์กรในประเทศไทย" โดยเฉพาะ ความแตกต่างที่สำคัญมี 3 เรื่องหลัก:

  1. Data Sovereignty : Data Center ของ NT CloudBox ตั้งอยู่ในประเทศไทย 100% ข้อมูลลับของรัฐหรือบริษัทไม่หลุดออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญภายใต้ PDPA สำหรับองค์กรที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทย
  2. มาตรฐานความปลอดภัย : NT ผ่านการรับรอง ISO 27001, ISO 20000-1 และ CSA-STAR ซึ่ง Google Drive ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับข้อกำหนดของหน่วยงานราชการไทยโดยตรง
  3. Support ภาษาไทย : ทีมงาน NT พร้อมดูแลและแก้ไขปัญหาเป็นภาษาไทยตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมที่เข้าใจบริบทการทำงานขององค์กรไทย (NT official, 2024)

การซิงค์ (Sync) ไม่ใช่การ Backup ที่แท้จริง แม้คลาวด์จะซิงค์ไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ แต่ถ้าเผลอลบไฟล์ผิดพลาด หรือถูก Ransomware เข้ารหัสแล้ว Sync ทำให้ไฟล์เสียกระจายไปทุกอุปกรณ์ การกู้คืนจาก Recycle Bin แบบปกติอาจไม่ได้ผลในทุกกรณี

แนวปฏิบัติที่ดีคือใช้หลัก 3-2-1 Backup Rule : เก็บข้อมูล 3 ชุด บนสื่อ 2 ประเภทที่ต่างกัน และ 1 ชุดต้องอยู่นอกสถานที่ (Off-site) เลือกระบบ Backup สำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่อาศัย Sync เพียงอย่างเดียว เพื่อให้กู้ข้อมูลกลับได้ทุกสถานการณ์

แหล่งอ้างอิง

1. NT Metro Service — NT Cloud Storage: บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ — https://nt-metro-service.com/article/solution-how-to/nt-cloud-storage/
2. NT Metro Service — Cloud Box from NT is a secure and reliable cloud storage service — https://nt-metro-service.com/en/product-and-service/cloud-cybersecurity/cloud-box/
3. SCB TechX — รู้ความต่าง Cloud Storage vs. Traditional Storage vs. Software-Defined Storage — https://scbtechx.io/th/blogs/cloud-storage-vs-traditional-and-software-defined-storage/
4. Technology Land — ข้อดี และข้อเสียของ Cloud Storage เมื่อเทียบกับการเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม — https://technologyland.co.th/backup/advantages-and-disadvantages-of-cloud-storage-compared-to-traditional-data-storage/
5. Microsoft — ที่เก็บข้อมูลบน Cloud และเซิร์ฟเวอร์ในองค์กร: 9 สิ่งที่ต้องพิจารณา — https://www.microsoft.com/th-th/microsoft-365/business-insights-ideas/resources/cloud-storage-vs-on-premises-servers
6. NT Public Company Limited — บริการศูนย์กลางบริการรับฝากข้อมูลครบวงจร (IDC & Cloud) — https://www.ntplc.co.th/enterprise/products-and-services/digital/idc-cloud

Scroll to Top
nt-business-solution-expert Popup